ทำความรู้จัก 7 ประเภท ไอศกรีม ที่ใครๆ ต่างก็เลิฟ

ไอศกรีม

เมื่อพูดถึงของหวาน ไอศกรีม ตัวช่วยสำคัญที่มาช่วยเติมเต็มความสดชื่น และคลายร้อนได้ดีในช่วงอากาศแบบนี้แล้วล่ะก็  เชื่อได้เลยว่า สาวกสายหวานทั้งหลายคงปฏิเสธไม่ได้ว่า “ไอศกรีม” หรือ ไอติม  คือ หนึ่งในเมนูของหวานอันโปรดปรานของใครหลาย ๆ คนอย่างแน่นอน แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ไอติมบนโลกของเรานี้มีกี่ประเภทกันนะ แล้วแต่ละประเภทเหมือนและแตกต่างกันอย่างไร วันนี้เรามีคำตอบ!!

 

จุดเริ่มต้นของ ไอศกรีม

Ice Cream กลายเป็นที่รู้จักของคนค่อนโลก เมื่อในปี ค.ศ. 1533 เริ่มจากงานเฉลิมฉลองพระราชพิธีอภิเษกสมรสระหว่างแคเทอรีน เดอเมดิซี แห่งเวนิส กับกษัตริย์เฮนรี่ที่ 2 ของฝรั่งเศส ได้มีการนำของหวานกึ่งแช่แข็ง ที่ทำจากครีมข้นหวานที่มีลักษณะคล้ายไอติมในปัจจุบัน มาเสิร์ฟให้กับแขกผู้มีเกียรติที่ได้มาร่วมงาน นั่นจึงถือเป็นเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ที่แจ้งเกิดที่ทำให้โลกนี้ได้รู้จัก Ice Cream

หลายคนคงเข้าใจว่า ช่วงแรก Ice Cream เป็นเพียงครีมหวานที่เย็นจัด หรือ กินผสมกับเกล็ดน้ำแข็งในฤดูหนาวเท่านั้น จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1846 ได้มีการประดิษฐ์เครื่องปั่น Ice Cream ที่อาศัยความเย็นจากน้ำแข็งผสมกับเกลือ จึงเป็นการปฏิวัติให้ Ice Cream ทำง่ายมากยิ่งขึ้น และก็เป็นครีมน้ำแข็งสมชื่อ ‘Ice Cream’ นับจากนั้นมา Ice Cream ก็กลายเป็นของหวานที่คนทั่วไปสามารถหากินได้ง่าย ไม่ใช่อาหารพิเศษเฉพาะพระราชา เหล่าขุนนาง และเศรษฐีอีกต่อไป

ปัจจุบันมี Ice Cream ให้เลือกกินมากมายหลากหลายตาลายไปหมด แต่ส่วนมาก คือ การนำเอาไอศกรีมมาเสริมแต่ง หรือ ใส่ส่วนผสมที่เป็นรสชาติแปลกๆ และสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น ซึ่งเมื่อแบ่งตามส่วนผสมหลัก และวิธีการผลิต ไอศกรีมมีเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น มีดังนี้

  1. ไอศกรีม (Standard Ice Cream)

เป็นไอติมธรรมดาที่คนส่วนใหญ่เข้าใจตรงกันว่า มีส่วนผสมของนม หรือ ผลิตภัณฑ์จากนม น้ำตาล และวัตถุดิบที่ใช้ในการปรุงแต่งกลิ่น รส เนื้อเหนียว เนียน นุ่มลิ้น โดยต้องผ่านขั้นตอนการตีปั่นให้ความเย็นจนเหนียวหนืด แล้วแช่แข็งอีกครั้งจึงจะกินได้

  1. ซอร์เบต์ (Sorbet)

มีส่วนผสมหลักเพียง 2 อย่างคือ ผลไม้ และน้ำตาล โดยอาจมีน้ำ กรด หรือส่วนผสมอีกเล็กน้อย แต่จะไม่มีส่วนผสมของนมหรือไขมัน ซอร์เบต์คล้ายกรานิต้า แต่มีการตีส่วนผสม เนื้อจึงเป็นเกล็ดละเอียด นุ่ม รสชาติผลไม้เข้มข้นออกเปรี้ยวหรือหวานตามรสชาติผลไม้ที่นำมาทำ

  1. กรานิต้า (Granita)

ไอติมแบบเกล็ดน้ำแข็ง มีต้นกำเนิดจากแคว้นซิซิลี ทางใต้ของอิตาลี มีส่วนผสมของน้ำผลไม้ น้ำตาล อาจมีส่วนผสมของเหล้าหรือกาแฟด้วยก็ได้ ไม่ผ่านการตีส่วนผสม เนื้อจึงมีลักษณะเป็นเกล็ดน้ำแข็งละเอียดไม่เท่ากัน ให้ความรู้สึกกรุบกรอบ สดชื่น

  1. เจลาโต้ (Gelato)

คำว่า gelato เป็นภาษาอิตาเลี่ยน มาจากคำว่า frozen มีต้นกำเนิดจากอิตาลี และมีปริมาณไขมันน้อยกว่าไอศกรีมอื่นๆ ทำให้ได้รับรสชาติได้อย่างเต็มที่ชัดเจน  เจลาโต้ยังมีปริมาณอากาศ (overrun) น้อยกว่าไอศกรีมทั่วไป เนื้อจึงแน่น แต่เนียนนุ่มลิ้น

  1. ซอฟต์เสิร์ฟ (Soft Serve)

ไอติมนมเนื้อเนียนนุ่ม เสิร์ฟที่อุณหภูมิสูงกว่าไอศกรีมชนิดอื่น และไม่ต้องแช่เย็นก่อนเสิร์ฟ แต่จะนำส่วนผสมใส่เครื่องแล้วบีบใส่โคนหรือถ้วยไอศกรีมได้เลย เนื้อสัมผัสจึงเนียนนุ่มละลายในปาก และละลายเร็วมาก

  1. เชอร์เบท (Sherbet)

มีส่วนผสมของผลไม้ น้ำตาล บวกกับนม ครีม ไข่ขาว เจลาติน หรือเนยอีกเล็กน้อย เนื้อจึงมีความเหนียว เนียนละเอียด มีความเข้มข้นกว่าซอร์เบต์ แต่ยังเบากว่าไอศกรีมธรรมดา รสชาติออกเปรี้ยวหรือหวานแบบกลมกล่อม ไม่เข้มข้นแบบซอร์เบต์

  1. ไอศกรีมโยเกิร์ต (Yogurt Ice Cream)

ขวัญใจคนคุมน้ำหนักแต่ตัดใจจากไอศกรีมไม่ได้ มีส่วนผสมหลักคือไอศกรีมและโยเกิร์ต ให้รสชาติผสมผสานระหว่างหวานกลมกล่อมแบบไอศกรีมกับเปรี้ยวเล็กน้อยแบบโยเกิร์ต เนื้อไม่แน่น แต่เนียนนุ่มละมุนลิ้น

 

ไอศกรีม

 

Ice Cream ในประเทศไทย

สำหรับในประเทศไทยนั้น ไอติมเริ่มเข้ามาในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมตะวันตกที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนำมาเผยแพร่ในสยาม หลังจากเสด็จประพาสอินเดีย ชวา และสิงคโปร์ น้ำแข็งในตอนแรก ๆ ก็ยังไม่สามารถผลิตในประเทศได้ จึงต้องนำเข้าจากประเทศสิงคโปร์ เมื่อไทยสั่งเครื่องทำน้ำแข็งเข้ามาก็เริ่มมีการทำไอติมกินกันมากขึ้น ถือว่าไอติมเป็นของเสวยเฉพาะสำหรับเจ้าขุนมูลนายในยุคนั้น

โดยไอติมในพระราชวัง จะทำจากน้ำมะพร้าวอ่อน ใส่เม็ดมะขามคั่ว จนต่อมาเมื่อมีโรงงานทำน้ำแข็ง แต่ก็ยังถือเป็นของชั้นดี ส่วนไอติมที่ชาวบ้านทำเอง ในช่วงแรกจะเป็นไอติมกะทิ ที่มีลักษณะเป็นน้ำแข็งละเอียดใส ๆ รสหวานไม่มาก และมีกลิ่นหอมของดอกนมแมว 

ลักษณะของไอติมกะทิ จะใส่ถ้วยพร้อมโรยด้วยถั่วลิสงคั่วตั้งแต่สมัยก่อน ต่อมาไอติมกะทิก็มีการพัฒนาขึ้น จากกะทิใส ๆ ก็มีความเข้มข้น มีการใส่ลอดช่อง เม็ดแมงลัก และขนุนฉีกเข้าไป โดยคนไทยได้ดัดแปลงไอติมของต่างชาติมาเป็นไอติมกะทิ โดยใช้กะทิสดผสมกับน้ำตาลนำไปปั่นให้แข็ง ทำให้เนื้อไอติมค่อนข้างใสเป็นเกล็ดน้ำแข็งละเอียด เวลารับประทานต้องขูดไอติมออกจากขอบหม้อโลหะเมื่อไอติมเริ่มแข็งตัว ตอนขายตักใส่ถ้วยเป็นลูก ๆ เรียกว่า ไอติมตัก กินกับถั่ว ข้าวเหนียวหรือลูกชิด บางคนกินกับขนมปังที่หั่นเป็นท่อน และมีรอยแยกเป็นร่องอยู่ตรงกลาง

ส่วน ไอติมหลอด หรือ ไอติมแท่ง เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 7 โดยใช้น้ำหวานใส่หลอดสังกะสีและเขย่าให้แข็ง และมีก้านไม้เสียบ โดยจะใส่ถังขับไปขายตามถนน นอกจากนี้ ยังมีจุดขายที่การลุ้นไอติมฟรีจากไม้เสียบที่หากมีสีแดงป้ายอยู่ก็จะได้กินฟรีอีกหนึ่งแท่งด้วย ซึ่งไอติมแบบหลอด ได้มีการพัฒนาจนมาเป็นไอติมโบราณที่มีส่วนผสมของนมโดยมีลักษณะเป็นแท่งสี่เหลี่ยม อาจทานเป็นแท่ง หรือ ตัดใส่ถ้วยรับประทานก็ได้ เป็นเสน่ห์ของวัยเด็กที่ยากจะลืมเลือน

 

สรุป

ถึงแม้ว่า การกิน ไอศกรีม จะช่วยคลายร้อนได้ก็จริง แต่หากกินในปริมาณที่มากเกินไป  อาจส่งผลเสีย ทำให้เกิดโรคอ้วนได้ และควรเลือกไอติมที่มีส่วนผสมของผลไม้และนมแท้ จึงจะเกิดประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าไอติมที่มีส่วนผสมของไขมันอิ่มตัวสูง เพราะมีไขมันอิ่มตัวสูง มีอันตราย เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมองอุดตันได้นั่นเอง